การผลิตโรงงานจีนของเรา

ในปี 2569 การแข่งขันของแบรนด์องค์กรไม่ได้วัดกันแค่ “ใครขายถูกกว่า” แต่คือ ใครควบคุมซัพพลายเชนได้ดีกว่า ใครสร้างความแตกต่างของสินค้าได้ชัดกว่า และใครบริหารความเสี่ยงได้เป็นระบบกว่า หนึ่งในกลยุทธ์ที่องค์กรจำนวนมากเลือกใช้ คือการนำเข้าสินค้าในรูปแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) และ ODM (Original Design Manufacturer) จากประเทศจีน
จีนยังคงเป็นฐานการผลิตหลักของโลก ด้วยความได้เปรียบด้านต้นทุน เทคโนโลยี และความยืดหยุ่นในการผลิต อย่างไรก็ตาม การทำ OEM / ODM สำหรับแบรนด์องค์กรไม่ใช่เพียงการสั่งผลิตสินค้าแล้วนำเข้า แต่เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ การคัดเลือกโรงงาน การควบคุมคุณภาพ เอกสาร กฎหมาย และโลจิสติกส์แบบครบวงจร
บทความนี้อธิบาย ภาพรวมการนำเข้าสินค้าจากจีนประเภท OEM / ODM จากจีนสำหรับแบรนด์องค์กร ในมุมที่ผู้บริหาร ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายพัฒนาแบรนด์สามารถใช้เป็นกรอบคิดเชิงกลยุทธ์ จีนยังคงเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก และมีบทบาทหลักในซัพพลายเชนระหว่างประเทศ (อ้างอิงข้อมูลโครงสร้างการผลิตและการค้าโลกจากองค์การการค้าโลก – WTO)

กลุ่มลูกค้า OEM

OEM และ ODM คืออะไร?

และแบรนด์องค์กรควรเลือกแบบไหน?

OEM และ ODM เป็นรูปแบบการผลิตที่ดูคล้ายกัน แต่มีบทบาทและระดับความควบคุมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน OEM คือการที่แบรนด์มีแบบสินค้า สูตร หรือสเปกอยู่แล้ว และให้โรงงานผลิตตามข้อกำหนดของแบรนด์ ขณะที่ ODM คือการให้โรงงานออกแบบและพัฒนาสินค้าพร้อมผลิต โดยแบรนด์นำมาปรับภาพลักษณ์ ตราสินค้า และการตลาด
สำหรับแบรนด์องค์กร การเลือก OEM หรือ ODM ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความพร้อมด้านทีมพัฒนา ความต้องการสร้างความแตกต่างของสินค้า ระยะเวลาในการออกตลาด และงบประมาณ หากองค์กรมีทีม R&D หรือมีสูตรเฉพาะ OEM จะให้การควบคุมสูงกว่า แต่หากต้องการความรวดเร็ว ODM จะช่วยลดเวลาและต้นทุนการพัฒนา
การตัดสินใจในขั้นนี้ส่งผลต่อทั้งต้นทุน โครงสร้างซัพพลายเชน และความเสี่ยงในระยะยาว จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบOEM และ ODM เป็นรูปแบบการผลิตที่มีระดับการควบคุมแตกต่างกัน (ดูความหมายของการผลิตแบบ OEM และ ODM)

ภาพแนวนอน

การคัดเลือกโรงงานจีนและการพัฒนาสินค้า

ในระดับองค์กร

หัวใจของการทำ OEM / ODM คือ การเลือกโรงงานที่เหมาะสมกับระดับของแบรนด์องค์กร ไม่ใช่เพียงโรงงานที่ราคาถูกที่สุด แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการผลิต มาตรฐานคุณภาพ ประสบการณ์ส่งออก และความเข้าใจตลาดต่างประเทศ
ในกระบวนการพัฒนาสินค้า องค์กรควรให้ความสำคัญกับการทำตัวอย่างสินค้า การทดสอบคุณภาพ การปรับปรุงแบบ และการตกลงเงื่อนไขการผลิตอย่างชัดเจน โรงงานที่ดีจะสามารถสื่อสารข้อมูลทางเทคนิคได้ครบถ้วน และพร้อมปรับกระบวนการให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของแบรนด์
สำหรับแบรนด์องค์กร การมีทีมที่สามารถประสานงานกับโรงงานจีนอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ลดความเสี่ยงจากการผลิตผิดสเปก และช่วยให้การพัฒนาสินค้าเป็นไปตามแผนธุรกิจแบรนด์องค์กรควรตรวจสอบสถานะโรงงานก่อนเริ่มพัฒนา OEM / ODM ผ่านระบบตรวจสอบทะเบียนบริษัทจีนอย่างเป็นทางการ

ข้อกฎหมาย

ต้นทุน เอกสาร และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ

OEM / ODM Import

การนำเข้าสินค้าจากจีนประเภท OEM / ODM มีต้นทุนมากกว่าราคาหน้าโรงงานเสมอ ต้นทุนที่องค์กรต้องพิจารณา ได้แก่ ค่าพัฒนาแม่พิมพ์ ค่าแพ็กกิ้งเฉพาะ ค่าทดสอบสินค้า ค่าเอกสาร และต้นทุนโลจิสติกส์ การมองต้นทุนในมุม Total Landed Cost จะช่วยให้องค์กรประเมินกำไรได้แม่นยำขึ้น
นอกจากนี้ สินค้า OEM / ODM มักเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายเฉพาะ เช่น มาตรฐานสินค้า การขึ้นทะเบียน การติดฉลาก และเอกสารศุลกากร ความผิดพลาดในส่วนนี้อาจทำให้สินค้าไม่สามารถนำเข้าได้ หรือเกิดต้นทุนแฝงจากการแก้ไขเอกสาร
องค์กรที่ทำ OEM / ODM อย่างจริงจังจึงต้องมีระบบตรวจสอบเอกสารและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น เพื่อให้การนำเข้าเป็นไปอย่างราบรื่นและสอดคล้องกับกฎหมายไทย

การควบคุมคุณภาพ

โลจิสติกส์และการควบคุมคุณภาพ

สำหรับสินค้า OEM / ODM

โลจิสติกส์ไม่ใช่แค่การขนส่งสินค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมคุณภาพสำหรับงาน OEM / ODM ตั้งแต่การตรวจสินค้าก่อนส่ง การแพ็กกิ้งเพื่อป้องกันความเสียหาย ไปจนถึงการเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสม เช่น LCL หรือ FCL
สำหรับแบรนด์องค์กร การนำเข้าสินค้าล็อตใหญ่หรือสินค้าที่มีมูลค่าสูง จำเป็นต้องมีการวางแผนโลจิสติกส์อย่างละเอียด การตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งออกช่วยลดความเสี่ยงในการรับสินค้าที่ไม่ตรงสเปก และลดต้นทุนจากการแก้ไขภายหลัง
การทำงานแบบ End-to-End ที่เชื่อมโยงการผลิต การตรวจคุณภาพ และการขนส่งเข้าด้วยกัน จะช่วยให้องค์กรควบคุมคุณภาพสินค้าได้สม่ำเสมอ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดในระยะยาว

การสร้างแบรนด์

บทบาทของ Logistics Partner ในการสร้างแบรนด์ OEM / ODM ระยะยาว

สำหรับแบรนด์องค์กร การนำเข้าสินค้า OEM / ODM ไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่ต้องอาศัยพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจทั้งการผลิตและโลจิสติกส์ Logistics Partner ที่ทำหน้าที่มากกว่าการขนส่ง จะช่วยให้องค์กรบริหารซัพพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
JAWANDA CARGO ทำงานในแนวคิด End-to-End Logistics Partner โดยดูแลตั้งแต่การประสานงานโรงงานจีน การวางแผนขนส่ง การจัดการเอกสารศุลกากร ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าเข้าสู่คลังในประเทศไทย บทบาทนี้ช่วยให้องค์กรลดภาระการจัดการ ลดความเสี่ยง และโฟกัสกับการพัฒนาแบรนด์และตลาด
ในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้น การมีพาร์ทเนอร์ที่คิดเชิงระบบและเติบโตไปพร้อมแบรนด์ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ OEM / ODM กลายเป็นข้อได้เปรียบ ไม่ใช่ภาระ

ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าจากจีนสำหรับบริษัท ตั้งแต่โรงงานถึงคลังสินค้าไทย

สรุปขั้นตอนการนำเข้าสินค้าจากจีนสำหรับบริษัท ตั้งแต่ติดต่อโรงงาน ขนส่ง เคลียร์ศุลกากร จนถึงคลังสินค้าไทย เข้าใจง่ายในหน้าเดียว

โครงสร้างต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากจีน ปี 2569 สำหรับลูกค้ารายใหญ่

วิเคราะห์ต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากจีนในปี 2569 สำหรับลูกค้ารายใหญ่ พร้อมปัจจัยความเสี่ยงที่ผู้บริหารควรรู้ก่อนตัดสินใจนำเข้า

เหตุผลที่องค์กรเลือก JAWANDA CARGO เป็น Logistics Partner สำหรับงานนำเข้าล็อตใหญ่

เจาะเหตุผลที่องค์กรและลูกค้ารายใหญ่เลือก JAWANDA CARGO เป็นพาร์ทเนอร์ด้านโลจิสติกส์ สำหรับงานนำเข้าจากจีนแบบครบวงจร

สรุป

การนำเข้าสินค้า OEM / ODM จากจีนสำหรับแบรนด์องค์กร เป็นมากกว่าการสั่งผลิตสินค้า แต่คือกระบวนการเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงการออกแบบ การผลิต กฎหมาย และโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จคือองค์กรที่มองภาพรวม วางระบบตั้งแต่ต้น และเลือกพาร์ทเนอร์นำเข้าสินค้าจากจีนที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง
เมื่อ OEM / ODM ถูกบริหารอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้แบรนด์ควบคุมต้นทุน สร้างความแตกต่างของสินค้า และเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดที่มีการแข่งขันสูงในปี 2569 และอนาคตต่อไป

แบนเนอร์โฆษณา2 (โทรศัพท์)