จัดพาเลท
CIF นำเข้า

การนำเข้าสินค้าภายใต้เงื่อนไข CIF (Cost, Insurance and Freight) แม้ผู้ขายจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งและประกันภัยจนถึงท่าเรือปลายทาง แต่เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว ผู้นำเข้ายังมีขั้นตอนสำคัญที่ต้องจัดการต่อ ทั้งเรื่อง เอกสารนำเข้า พิธีการศุลกากร ภาษี ค่าใช้จ่ายปลายทาง และการรับสินค้า หากเตรียมเอกสารไม่ครบหรือข้อมูลไม่ตรงกัน อาจทำให้การเคลียร์สินค้าล่าช้า เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือกระทบต่อแผนรับสินค้าได้ บทความนี้จะพาไปดูว่า ก่อนรับสินค้า CIF ที่ไทย ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง มีขั้นตอนไหนที่ผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบ และควรเช็กอะไรล่วงหน้า เพื่อให้การรับสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเสี่ยง และควบคุมต้นทุนได้ง่ายขึ้นค่ะ

จัดพาเลท

สารบัญ

CIF คืออะไร
และใครรับผิดชอบอะไรบ้าง

เอกสารหลักที่ต้องเตรียม
ก่อนรับสินค้า

ขั้นตอนการดำเนินพิธีการศุลกากรเมื่อสินค้าถึงไทย

เคล็ดลับลดปัญหาเอกสาร

จัดพาเลท

CIF คืออะไร และใครรับผิดชอบอะไรบ้าง?

CIF (Cost, Insurance and Freight) คือเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศที่ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าขนส่งทางเรือและค่าประกันภัย จนถึงท่าเรือปลายทางที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้นำเข้าจะรับช่วงต่อเมื่อสินค้ามาถึงประเทศปลายทาง ทั้งในเรื่องพิธีการศุลกากร ภาษี ค่าธรรมเนียมปลายทาง และการขนส่งสินค้าต่อไปยังสถานที่รับของ อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของ CIF คือ ความเสี่ยงของสินค้าไม่ได้โอนเมื่อถึงไทย แต่โดยหลักจะโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อสินค้าถูกบรรทุกขึ้นเรือ ณ ท่าเรือต้นทาง ดังนั้นผู้นำเข้าควรตรวจสอบทั้งเงื่อนไขประกันภัย เอกสาร และค่าใช้จ่ายปลายทางให้ชัดเจนก่อนรับสินค้า

หน้าที่ของผู้ขาย

  • จัดเตรียมสินค้าและเอกสารสำหรับการส่งออก
  • รับผิดชอบค่าขนส่งทางเรือ
  • จัดทำประกันภัยตามเงื่อนไข CIF
  • ดำเนินพิธีการส่งออกที่ประเทศต้นทาง
  • จัดส่งสินค้าขึ้นเรือและชำระค่าระวางถึงท่าเรือปลายทางที่ระบุ

หน้าที่ของผู้นำเข้า

  • เตรียมเอกสารสำหรับพิธีการนำเข้า
  • ชำระภาษีอากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบค่าใช้จ่ายปลายทาง
  • รับสินค้าเมื่อถึงท่าเรือหรือจุดรับที่กำหนด
  • วางแผนขนส่งสินค้าต่อจากท่าเรือไปยังปลายทางในไทย

ซื้อ CIF ไม่ได้หมายความว่าผู้ขายดูแลทุกอย่างจนถึงโกดังในไทย ผู้นำเข้ายังต้องเตรียมรับช่วงงานนำเข้าและค่าใช้จ่ายปลายทาง

จัดพาเลท

เอกสารหลักที่ต้องเตรียมก่อนรับสินค้า

แม้จะซื้อสินค้าภายใต้เงื่อนไข CIF แต่เมื่อสินค้ากำลังจะถึงไทย ผู้นำเข้าควรตรวจสอบเอกสารให้ครบและข้อมูลต้องตรงกัน เพื่อให้การเคลียร์สินค้าและรับของเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงจากเอกสารไม่ครบ ข้อมูลผิด หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากความล่าช้า

1. Bill of Lading (B/L)

ใบตราส่งสินค้าทางเรือ ใช้ยืนยันรายละเอียดการขนส่ง เช่น ผู้ส่ง ผู้รับ เลขที่ B/L ท่าเรือต้นทาง ท่าเรือปลายทาง และข้อมูลตู้สินค้า


2. Commercial Invoice

ใบแจ้งหนี้การค้า แสดงรายละเอียดสินค้า จำนวน ราคา มูลค่าสินค้า เงื่อนไขการค้า และข้อมูลผู้ซื้อ–ผู้ขาย ใช้เป็นเอกสารสำคัญสำหรับการนำเข้าและประเมินมูลค่าสินค้า


3. Packing List

รายการบรรจุสินค้า ระบุจำนวนกล่อง น้ำหนัก ขนาด ปริมาตร และรายละเอียดการแพ็ก เพื่อใช้ตรวจสอบว่าสินค้าที่ได้รับตรงกับรายการที่ส่งมาหรือไม่


4. Insurance Policy / Certificate

เอกสารประกันภัยสินค้าตามเงื่อนไข CIF ควรตรวจสอบวงเงิน ความคุ้มครอง และเงื่อนไขการเคลมให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีสินค้าเสียหายหรือสูญหายระหว่างขนส่ง


5. เอกสารเพิ่มเติมตามประเภทสินค้า

สินค้าบางประเภทอาจต้องใช้เอกสารเพิ่ม เช่น ใบอนุญาตนำเข้า, อย., มอก., Certificate of Origin, เอกสารรับรองสินค้า หรือเอกสารเฉพาะตามข้อกำหนดของสินค้า

ก่อนสินค้าถึงไทย ควรเช็กชื่อสินค้า จำนวน น้ำหนัก มูลค่า ผู้รับ และข้อมูลใน B/L, Invoice และ Packing List ให้ตรงกันทุกฉบับ

จัดพาเลท

ขั้นตอนการดำเนินพิธีการศุลกากรเมื่อสินค้าถึงไทย

เมื่อสินค้าภายใต้เงื่อนไข CIF เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว ผู้นำเข้าจะต้องดำเนินขั้นตอนด้านศุลกากรให้เรียบร้อยก่อนจึงจะสามารถรับสินค้าออกจากท่าหรือคลังได้ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะหากเอกสารไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรง หรือมีใบอนุญาตไม่พร้อม อาจทำให้การเคลียร์สินค้าล่าช้าและเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้

1. ตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วน

ตรวจสอบ Bill of Lading (B/L), Commercial Invoice, Packing List และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ให้ชื่อสินค้า จำนวน มูลค่า น้ำหนัก ผู้ส่ง และผู้รับตรงกัน เพื่อป้องกันปัญหาตอนยื่นใบขน


2. ยื่นใบขนสินค้านำเข้า

ดำเนินการยื่น Import Declaration ผ่านระบบศุลกากร พร้อมแนบข้อมูลและเอกสารประกอบตามประเภทสินค้า รวมถึงใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองเพิ่มเติม หากสินค้าอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะ


3. ชำระภาษีอากรและค่าธรรมเนียม

ผู้นำเข้าต้องชำระอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องตามพิกัดศุลกากรและประเภทสินค้า ก่อนดำเนินการรับสินค้าออก


4. ตรวจปล่อยสินค้า หรือเปิดตรวจตามที่ศุลกากรกำหนด

ศุลกากรจะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และอาจมีการตรวจเอกสารหรือตรวจสินค้าจริงตามระดับความเสี่ยง หากข้อมูลและเอกสารถูกต้อง สินค้าจะเข้าสู่ขั้นตอนการปล่อยสินค้า


5. รับสินค้าและจัดส่งต่อปลายทาง

เมื่อผ่านพิธีการศุลกากรเรียบร้อยแล้ว สามารถรับสินค้าออกจากท่าเรือหรือคลัง และวางแผนขนส่งต่อไปยังโกดัง ร้านค้า โรงงาน หรือปลายทางที่กำหนดในประเทศไทย

จัดพาเลท

ก่อนส่งเข้าไทย ต้องเช็กอะไรบ้าง?

เช็กให้ครบ ลดปัญหาหน้าด่านศุลกากร ของถึงไทยไวขึ้น ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และทำธุรกิจได้ต่อเนื่อง

1. เช็กประเภทสินค้าและข้อจำกัด
  • สินค้าทั่วไปหรือสินค้าควบคุม
  • มีแบรนด์หรือไม่ (ของแท้ / ของลิขสิทธิ์)
  • ต้องใช้ใบอนุญาต / อย. / มอก. / เอกสารพิเศษหรือไม่
  • ตรวจสอบข้อห้ามนำเข้า และข้อจำกัดของไทย

2. เช็กเอกสารและข้อมูลให้ครบ
  • Invoice / Packing List ครบหรือไม่
  • จำนวนกล่องและน้ำหนักครบหรือไม่
  • ชื่อผู้รับและปลายทางชัดเจนหรือไม่
  • ข้อมูลสินค้า ราคา ปริมาณ ตรงกันทุกเอกสาร

3. เช็กการแพ็กและการติด Shipping Mark
  • แพ็กสินค้ากันกระแทกอย่างเหมาะสม
  • ต้องห่อบับเบิ้ล / ตีไม้ / วางพาเลทหรือไม่
  • มีรหัสลูกค้าและระบุ /EK หรือ /SEA ที่หน้ากล่องหรือไม่
  • ติด Shipping Mark ชัดเจน เช่น ชื่อผู้รับ จำนวนกล่อง น้ำหนัก

4. เช็กแผนขนส่งและปลายทางในไทย
  • เลือกช่องทางขนส่งให้เหมาะสม (LCL / FCL / รถ / เรือ / EK)
  • ตรวจสอบระยะเวลาและรอบส่ง
  • ยืนยันสถานที่ปลายทางในไทยให้ชัดเจน
  • เตรียมข้อมูลผู้รับสินค้าและเบอร์ติดต่อ
  • ตรวจสอบพื้นที่ปลายทางว่าสามารถรับรถใหญ่ได้หรือไม่

เอกสารที่มักใช้

Commercial Invoice

ใบกำกับสินค้า แสดงรายละเอียดสินค้า ราคา และผู้ซื้อผู้ขาย


Packing List

รายการบรรจุสินค้า ระบุจำนวนกล่อง น้ำหนัก และขนาด


ใบขน / เอกสารศุลกากร

ใช้สำหรับดำเนินพิธีการนำเข้าต่อกรมศุลกากร


เอกสารใบอนุญาต (ถ้ามี)

เช่น อย. มอก. หนังสืออนุญาต หรือเอกสารพิเศษตามประเภทสินค้า

จัดพาเลท

คำถามที่พบบ่อย FAQ

ให้แต่ละร้านส่งสินค้ามาที่คลังของ JAWANDA CARGO ในจีน โดยแจ้งชื่อ–รหัสลูกค้า และหมายเลขพัสดุให้ร้านระบุบนกล่อง เพื่อให้เรารับสินค้าและจัดเก็บแยกตามร้านได้อย่างถูกต้อง

ช่วยลดต้นทุนได้จริง เพราะสามารถรวมสินค้าหลายร้าน หลายโรงงานเป็นพัสดุเดียว ทำให้ประหยัดค่าขนส่ง ค่าดำเนินการ และค่าพื้นที่เมื่อเทียบกับการส่งแยกหลายชุด

เรารับของแต่ละร้านเก็บไว้ที่คลัง และจัดเก็บไว้ในคลังให้ก่อน รอสินค้าครบตามแผนของคุณ เมื่อครบแล้วจึงดำเนินการรวมของ แพ็กใหม่ และจัดส่งมาไทยตามเวลาที่คุณต้องการ

LCL

  • ปริมาณไม่มาก
  • จ่ายตามพื้นที่ / ปริมาตรจริง
  • เหมาะกับผู้เริ่มนำเข้า หรือสั่งหลาย SKU

FCL

  • ปริมาณมาก
  • คุ้มค่าต่อหน่วยมากกว่า
  • เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่
  • เหมาะกับสินค้าทั้งตู้

ขึ้นอยู่กับปริมาณและงบประมาณของคุณ หากปริมาณไม่มาก แนะนำ LCL แต่หากจำนวนมากและต้องการความคุ้มค่า FCL จะเหมาะสมกว่า ทีมงานของเราพร้อมช่วยประเมินและแนะนำตัวเลือกที่ดีที่สุด

ไม่จำเป็นต้องแพ็กใหม่ทุกครั้ง แต่การแพ็กใหม่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสียหาย และสามารถปรับขนาด / น้ำหนักให้เหมาะสม ช่วยประหยัดค่าขนส่งได้ โดยเราจะประเมินความจำเป็นให้ในแต่ละกรณี

ประโยชน์ของการแพ็กใหม่:

  • ตรวจเช็กสินค้า
  • รวมแพ็กให้แน่นหนา
  • ลดขนาด / น้ำหนัก
  • ติดหีบห่อและฉลาก
  • ป้องกันความเสียหาย
  • รับของจากหลายร้าน / หลายโรงงานที่คลังในจีน
  • ตรวจสอบสินค้า รวมแพ็ก และแพ็กใหม่ตามความเหมาะสม
  • เลือกช่องทางขนส่ง LCL / FCL / รถ / เรือ ที่คุ้มค่าที่สุด
  • ดำเนินการเอกสารและประสานงานส่งไทยอย่างปลอดภัย
  • ติดตามสถานะ ดูแล และให้คำปรึกษาตลอดการนำเข้า
จัดพาเลท

สรุป

การสั่งสินค้าจากหลายโรงงานในจีนช่วยให้ธุรกิจมีตัวเลือกสินค้า ราคา และซัพพลายเออร์มากขึ้น แต่ถ้าแต่ละโรงงานแยกส่งมาไทยคนละรอบ อาจทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น เอกสารซ้ำซ้อน และจัดการสินค้าได้ยากกว่าเดิม ทางเลือกที่ช่วยให้การนำเข้าจัดการง่ายและคุ้มค่ามากขึ้น คือการ รวมสินค้าจากหลายโรงงานเข้าคลังจีนก่อนส่งไทย (Consolidation) เพื่อรวบรวม ตรวจนับ เช็กสภาพ แพ็กใหม่ และจัดรอบขนส่งให้เหมาะกับปริมาณสินค้า ก่อนส่งเข้าไทย ควรเช็กให้ครบทั้ง ขนาด น้ำหนัก CBM, Shipping Mark, Invoice, Packing List, ประเภทสินค้า และเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมเลือกวิธีขนส่งให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น LCL, FCL, รถ หรือเรือ เพื่อควบคุมต้นทุนและลดความล่าช้าระหว่างทาง  ดังนั้น การคุมต้นทุนเมื่อสั่งสินค้าจากหลายโรงงานไม่ได้อยู่ที่การหาค่าขนส่งที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวางแผนตั้งแต่ การรับของ การรวมสินค้า การแพ็ก เอกสาร ไปจนถึงการเลือกขนส่งJAWANDA CARGO พร้อมช่วยดูแลตั้งแต่รับสินค้าจากหลายร้านหรือหลายโรงงาน รวมของเข้าคลังจีน ตรวจและแพ็กสินค้า วางแผน LCL/FCL ดูแลเอกสารนำเข้า ไปจนถึงจัดส่งถึงไทย เพื่อให้การนำเข้าของคุณเป็นระบบ คุมต้นทุนได้ และบริหารง่ายขึ้น

รวมของให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น ช่วยลดต้นทุนซ้ำซ้อน และทำให้การนำเข้าจากหลายโรงงานคุ้มค่ากว่าเดิม